หลาย ๆ คน เริ่มออกอาการน่าเป็นห่วง อาการ"น่าจะทำได้ดีกว่านี้" "น่าจะได้ความรู้มากกว่านี้"
ลองทบทวนเรื่อง อิทธิบาท สี่ หน่อยนะ ชาวพุทธ ทั้งหลาย
1.ฉันทะ คือรักที่จะทำ
2.วิริยะ คือขยันที่จะทำ
3. จิตตะ คือมีสมาธิในการทำ
4. วิมังสา คือ หาทางปรับปรุงวิธีทำ
ท่านจะเรียน/ดำเนินชีวิต ควรมีอิทธิบาทให้ครบ 4 ข้อ
รักที่จะเป็นนักบัญชี ขยัน มีสมาธิ และพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง
เสาหลัก 3 ต้น
วิชาการทางบัญชี ความสามารถด้าน IT และ ทักษะภาษาอังกฤษ
ฉันทะ ใจรักเต็มร้อย มีวิริยะ อดทนเต็มล้าน แต่ไม่มีจิตตะ จึงทำให้ความรักและความอึดในการเรียน เหมือนเรือรั่วรอวันล่ม เพราะแพ้ภัยที่เกิดจากใจตัวเอง
ใช่! จิตตะแปลว่าสมาธิ คือเปิดกว้าง 100% เพื่อฝึกฝน เรียนรู้ ไม่วอกแวกแต่ตั้งมั่น
แต่จิตตะยังหมายรวมไปถึงใจที่รอได้ คอยได้ เมื่อผลสำเร็จยังไม่แสดงตัว ไม่บ่นออกเสียง ไม่บ่นในใจ ไม่รู้สึกว่าล้มเหลวเมื่อยังเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้สึกท้อเมื่อเดินไปยังไม่ถึง
จิตตะเป็นคุณภาพของใจที่ต้องฝึก แต่ที่มันฝึกยากเพราะเรายอมใจให้สังคมครอบงำมานาน เราทุกคนเกิดมามีใจเหมือนสิงโตที่หนักแน่น สงบ และนิ่งพร้อมตะครุบเหยื่อ แต่เราเชื่องเพราะสังคมเลี้ยงเราเหมือนแมว และเราก็เชื่อว่าเราเป็นแมวจริง ๆ ไม่สามารถทำอะไรที่สิงโตทำได้
เรื่องสุดท้ายคือวิมังสา คือหาทางปรับปรุงวิธีเรียนให้ดีขึ้น เราต้องคิด-คิด-และคิดว่า มีวิธีใดที่เราจะเรียนได้ดีขึ้นภายใต้ข้อจำกัดสารพัดอย่าง เช่น ไม่มีครูคอยแนะ ไม่มีเพื่อนคอยเชียร์ ไม่มีคนให้ฝึกด้วย ไม่มีเวลาเหลือแหล่ให้เรียน ไม่มีพื้นแข็งแรงให้รื้อฟื้นได้รวดเร็ว และอีกสารพัดขาดแคลนที่ชวนให้ไม่อยากฝึก
เราต้องมองให้ทะลุว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อลองทำก็จะเจอปัญหา แต่ถ้าเราพยายามใช้สมองซึ่งมีวิมังสาเป็นเซล ปัญหาจะกระตุ้นให้เราคิดต่อเพื่อหาทางออก ทั้งสามสิ่งนี้คือ (1)ปัญหา (2)คิดแก้ปัญหาเพื่อหาทางออก (3)เดินตามทางออกที่มองเห็น (ด้วยฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ) มักคลุมเครือและขัดข้องเมื่อเริ่มครั้งแรก ๆ แต่เมื่อทำไม่หยุด ทางออกก็จะค่อย ๆ สว่างและกว้างขึ้น
ขอให้ท่านใช้อิทธิบาทให้ครบสี่ตัว ทั้งฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา และผลการเรียน ก็จะมีครบทั้งความสำเร็จและความสุขดังที่หวัง
เป็นกำลังใจที่ดีมากในเวลาที่หนูรู้สึกท้อเเท้ค่ะ
ตอบลบชาวพุทธ คงใช้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว กันทุกคนครับ
ลบ